|
|
 |
|
 |
|
 |
สถานการณ์ภาวะถ่านหิน |
|
สวัสดี ท่านลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ
บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด มีความยินดีที่นำเสนอข่าวสารที่มีสาระประโยชน์ด้านเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ่านหิน รวมทั้งภาวะความเป็นไปของราคาตลาด ต้นทุนถ่านหิน และ ต้นทุนค่าบรรทุกถ่านหินทางเรือ ที่เพิ่มสูงมากขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินการเนำเข้าถ่านหินจากอินโดนีเซียโดยรวมเพิ่มสูงมากขึ้นตามกัน โปรดติดตามรายละเอียดดังนี้
รัฐบาลอินโดนีเซียเล็งเห็นความต้องการใช้ถ่านหินภายในประเทศที่เพิ่มมากขึ้น และ คาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกถ่านหินจะไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เริ่มตั้งแต่ปี 2010 เพราะเหตุว่า ผู้ผลิตจะต้องดำเนินการตามความต้องการใช้ภายในประเทศก่อน บริษัทผู้ผลิตถ่านหินจะไม่ทำสัญญาซื้อขายใหม่ระยะยาวเพื่อการส่งออก แม้จะไม่มีแนวทางชัดเจนในเรื่องปริมาณการส่งออก แต่จะต้องไม่เกินระดับปัจจุบัน ณ 150ล้านตันต่อปี ประเทศอินโดนีเซียเป็นผู้ส่งออกถ่านหินรายใหญ่ที่สุดในโลก ปริมาณการผลิตทั้งประเทศคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 205ล้านตันต่อปีในปีนี้ จาก193ล้านตันในปีที่แล้ว การส่งออกถ่านหินได้รับการคาดการณ์ว่าจะมากถึง156ล้านตันในปีนี้ จากเดิม148ล้านตัน ซึ่งไม่น่าจะมีปํญหาสำหรับผู้ทำเหมืองแร่ถ่านหินที่จะเพิ่มยอดขายภายในประเทศ เพราะว่าราคาขายในประเทศก็ดีเหมือนกัน
ราคาน้ำมันได้ขยับเพิ่มสูงขึ้น ในช่วงหลายปีนี้ หมายถึง หลายๆโรงไฟฟ้ากำลังใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้า มีความต้องการถ่านหินอย่างมาก เมื่อโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินเป็นของบริษัทPT.Perusanhaan Listrik Negara (PLN) ซึ่งเป็นของรัฐบาล จะเริ่มดำเนินการผลิตในปี 2010 โดยโรงไฟฟ้าจะใช้ถ่านหินประมาณ 60-70 ล้านตันต่อปี
อีกทั้งถ่านหินยังใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ปูนซีเมนส์ และ สิ่งทอนั้น ส่วนมากจะใช้คุณภาพปานกลางถึงสูง
กฎระเบียบนี้เพื่อให้แน่ใจว่า จะมีการสนองความต้องการภายในประเทศก่อน
ปริมาณในการส่งออกถ่านหินของอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่าจะไม่เพิ่มขึ้น แต่ความต้องการใช้ถ่านหินภายในประเทศ กลับมีแต่เพิ่มมากขึ้น เป็นผลให้ราคาซื้อขายถ่านหินเพิ่มสูงมากขึ้นตามกัน
สินค้าประเภทถ่านหินเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีมูลค่าต่อน้ำหนักที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับสินค้าอื่นๆ การขนส่งเคลื่อนย้ายถ่านหินจะมีต้นทุนทางขนส่งเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับราคาถ่านหิน และมีผลกระทบอย่างมากต่อการบริหารปริมาณการผลิตแบบครบวงจรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญอย่างมากในอุตสาหกรรมเหมืองถ่านหิน อย่างไรก็ตาม ถ่านหินที่ผลิตได้จากเหมืองไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขนส่งไปยังจุดส่งมอบ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด เป็นบริษัทนำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียและใช้การขนส่งทางทะเลโดยใช้เรือลากจูงและแพลำเลียงเป็นหลัก ซึ่งสามารถบรรทุกถ่านหินได้ 7,500-9,500 ตัน หรือ เรือแม่สำหรับสินค้าแห้งเทกองเป็นบางส่วน ซึ่งสามารถบรรทุกถ่านหินได้ 30,000-50,000 ตัน ในตลาดการเดินเรือแบบไม่ประจำเส้นทางเป็นหลักซึ่งค่าระวางเรือหรือค่าเช่าเรือสินค้าประเภทนี้ในปันจุบันได้เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะเส้นทางอินโดนีเซียมาไทย ค่าระวางโดยรวมมีมูลค่าเกือบเท่ามูลค่าของถ่านหิน ค่าระวางเรือที่สูงขึ้นนี้มีผลมาจากปัจจัยหลายๆด้าน เช่น ความต้องการการขนส่งด้วยเรือสินค้าบรรทุกถ่านหินที่เพิ่มสูงขึ้น (โดยหลักมาจากสินค้าประเภท แร่ เหล็ก ถ่านหิน สินค้าเกษตร ปูนซิเมนส์ ฯลฯ) ภาวะค่าน้ำมันแพง ต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาขายของสินค้าถ่านหินเพิ่มสูงขึ้นตามกัน เช่นกัน
ฉบับหน้า โปรดติดตามข่าวสารที่มีสาระประโยชน์จากเราที่จะนำมาเสนอสู่ท่านลูกค้าอีกเช่นเคย
ด้วยความปราถนาดี
ทีมงาน
บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด
ขอบคุณแหล่งข่าว : สมาคมธุรกิจไทย-อินโดนีซีย |
กระทรวงพลังงาน ร่วมสัมมนาทบวงพลังงานโลก (IEA) |
|
กระทรวงพลังงาน ร่วมสัมมนาทบวงพลังงานโลก (IEA) ชื่นมื่น หวังปลุกกระแสประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อรองรับการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ในภาวะวิกฤตระดับภูมิภาค ในอนาคต
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ร่วมกับทบวงพลังงานโลก (International Energy Agency IEA) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่องการบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง ในภาวะวิกฤตในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างวันที่ 17 - 18 กันยายน 2550 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ้นส์เซส กรุงเทพฯ ซึ่งการจัดสัมมนาในครั้งนี้ นับว่ามีความสำคัญต่อการจัดการพลังงานโดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับกลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนอย่างยิ่ง เนื่องจากจะมีการให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจาก IEA ช่วยสร้างความร่วมมือด้านพลังงาน ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียนให้เกิดขึ้น ส่งเสริมการพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างประเทศผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานในอนาคต รวมทั้งจะเป็นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้เกิดขึ้นในภูมิภาค และเพิ่มการลงทุนที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน พลังงาน โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนา ประกอบไปด้วยบุคคลสำคัญด้านพลังงานในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับเกียรติจาก นายวิลเลี่ยม แลมเซ่ รองประธานทบวงพลังงานโลก (IEA Excutive Vice President) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศสมาชิก IEA และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านพลังงานของกลุ่ม ASEAN ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดี ในการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก และเป็นการแสดงศักยภาพ และความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของประเทศไทย ที่จะช่วยสนับสนุนยุทธศาสตร์พลังงานของไทยที่จะผลักดันสู่การเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค
การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดสัมมนา ร่วมกับ IEA ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการพัฒนาการด้านพลังงานที่มีความชัดเจนอย่างต่อเนื่อง มีนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อรองรับวิกฤตราคาน้ำมันโดยเฉพาะ ได้แก่ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน อาทิ แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์หรือ NGV เป็นต้นนายปิยสวัสดิ์กล่าวอย่างไรก็ตาม ความสำคัญของทบวงพลังงานโลก จะมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมัน เช่นการรักษาระดับน้ำมันสำรองสำหรับภาวะฉุกเฉิน ร่วมกันนำน้ำมันสำรองออกมาใช้ มาตรการปันส่วนน้ำมันเมื่อมีความจำเป็น ซึ่งประเทศสมาชิกจะมีประมาณน้ำมันสำรองรวมกันประมาณ 4000 ล้านบาเรล คิดเป็นประมาณ 114 วัน ของการนำเข้าสุทธิ จึงมีศักยภาพที่จะรับมือกับวิกฤตด้านพลังงานที่รุนแรงได้ ซึ่งองค์กรนี้จะมีอิทธิพลพลต่อตลาดน้ำมันโลกอย่างมาก สามารถถ่วงดุลย์กับประเทศในกลุ่มโอเปกได้ นอกจากนี้ยังมีฐานข้อมูลที่ดีที่สุดด้านพลังงานทุกประเภท ได้แก่ ปิโตรเลียม ไฟฟ้า ถ่านหิน พลังงานทดแทน และ ข้อมูลด้านเทคโนโลยีด้านพลังงาน
16 ก.ย. 50
|
กฟผ.ย้ำโรงไฟฟ้าบางปะกงโรงใหม่เข้าระบบ มี.ค. 52 |
|
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มั่นใจโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 5 จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเดือนมีนาคม 2552 หลังคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 36 ยืนยันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่วนการจัดหาพื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่จะชัดเจนใน 2 ปีข้างหน้า
นายไกรสีห์ กรรณสูต ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธียกเสาเอกโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมบางปะกง ชุดที่ 5 ว่า หลังจาก กฟผ.ดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวไปแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ขณะนี้โครงการคืบหน้าแล้วกว่าร้อยละ 36 คาดว่าโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ในเดือนมีนาคม 2552 ซึ่งโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บริเวณโรงไฟฟ้าบางปะกงเดิม กำลังการผลิต 742 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย เครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส 2 เครื่อง เครื่องผลิตไอน้ำแรงดันสูง 2 เครื่อง และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ 1 เครื่อง โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอ่าวไทยเป็นเชื้อเพลิง มูลค่าการลงทุนทั้งสิ้น 16,740 ล้านบาท
นายไกรสีห์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ระดับสากล เป็นโรงไฟฟ้าสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะสามารถควบคุมอากาศ เสียง น้ำที่จะไม่ทำให้คนในชุมชนได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อนหน้านี้ทางชุมชนบริเวณบางปะกงและใกล้เคียงวิตกกังวลต่อการปล่อยน้ำ
ที่อาจจะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย กฟผ.ได้สำรวจและยืนยันการปล่อยความร้อนในอากาศและน้ำจะไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมีการปรับเปลี่ยนจากน้ำร้อนเป็นน้ำเย็น นอกจากนี้ กฟผ.จะมีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า โดย 1 สตางค์ต่อหน่วยที่ขายไฟฟ้าได้คิดเป็นเงินประมาณ 30-50 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำเงินกองทุนดังกล่าวมาพัฒนาชุมชน
สำหรับความคืบหน้าแผนการเตรียมการจัดสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน 3 โรงในอนาคต กำลังการผลิตโรงละ 800 เมกะวัตต์ นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดหาพื้นที่และให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ โดยดูพื้นที่ไว้ 3-4 แห่งทั่วประเทศ และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คาดจะชัดเจนภายใน 2 ปีข้างหน้า และใช้เวลาในการก่อสร้างอย่างน้อย 7 ปี ซึ่งถ่านหินที่นำมาใช้จะเป็นถ่านหินนำเข้ากำมะถันต่ำ ไม่ก่อปัญหามลพิษ เชื่อว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวสร้างได้จะเป็นประโยชน์ โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานของประเทศ.
ที่มา : สำนักข่าวไทย
16/08/2550
|
ราคาสินค้าเกษตรปี 50 ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มพืชพลังงาน |
|
นายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ได้ติดตาม
และประเมินสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรครึ่งแรกของปี 2550 ระบุในภาพรวมมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มพืช
พลังงาน เช่น ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง มูลค่าเพิ่มขึ้นจากปี 2549 ถึงร้อยละ 86.67 และ 21.78 ตามลำดับซึ่งเป็นผลจาก
ความต้องการไบโอดีเซลในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำให้ความต้องการพืชพลังงานสูงขึ้นตามไปด้วยโดยในส่วนของราคาส่ง
ออกจะปรับตัวเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 10 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันสับปะรด พริกไทยและ
กระเทียมถือเป็นกลุ่มสินค้าที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลงได้แก่ ข้าวนาปรัง
กล้วยไม้ สุกร ลองกองและเงาะ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในปลายปี 2549ขณะที่ ี่สินค้าบางชนิดราคาที่ปรับตัวลดลงเกิดจากปัญหาวัฏจักรด้านราคาและความไม่สมดุลระหว่างกำลังการผลิตและความต้องการบริโภค
ในเบื้องต้นกระทรวงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขโดยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ผลิตเพื่อจัดทำแผน
การผลิตทั้งประเทศแล้ว คาดว่าจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง.
ที่มา : http://www.thaienergynews.com
|
| |
 |
|
 |
|
|
|